หลายคนคงรู้จัก Luke Cassady-Dorion ดี ในฐานะครูสอนโยคะชาวอเมริกัน ที่หลงใหลเสน่ห์ของเมืองไทย

แต่คงมีไม่กี่คนที่เคยได้ทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา

 

พอคเกตบุคเล่มนี้ ครู Luke เป็นคนเขียนและเรียบเรียงเองทั้งหมด — ด้วยภาษาไทย

แม้จะเป็นฝรั่งหัวทอง แต่ครู Luke ก็นับว่ามีภาษาไทยที่แตกฉาน บางทีอาจจะมากเสียยิ่งกว่าเด็กไทยหลายๆ คนในระดับมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ

 

แม้จะเต็มไปด้วยการขายของ (ชักชวนให้คนฝึกโยคะ — แน่ล่ะ ครูสอนโยคะนี่) แต่ชีวิตของ Luke ก็นับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

แถมถ้าจะพูดไปตอนนี้ชีวิตเราก็อยู่ในช่วงครึ่งแรกของพอคเกตบุคนี้เหมือนกัน — แม้จะด้วยอายุที่มากกว่า และความสามารถที่น้อยกว่าก็ตาม :)

มันเลยทำให้รู้สึกว่า พออ่านๆ ไปก็รู้สึกอินเหมือนกันแฮะ

 

สิ่งที่ได้จากการติดตามอ่านบันทึกการหายใจของ Luke คือ ความมานะ — คุณสมบัติของผู้ที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะนิยามด้วยอะไรก็ตาม ย่อมมีความมานะเป็นหนึ่งข้อสำคัญ

Luke เป็นคนที่มีความมานะสูง ดูได้จากการฝึกฝนภาษาไทย จะมีฝรั่งกี่คนที่ใช้ภาษาไทยได้ดีจนสามารถเขียนหนังสือเป็นภาษาไทยมาขายให้คนไทยอ่านได้

อีกสิ่งหนึ่งคือ การคว้าทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิต — ไม่ว่ามันจะเป็นการเลือกที่ถูกหรือผิด อย่างน้อยก็ได้ทำ ถึงจะเป็นทางที่ผิด ก็ได้รู้ว่ามันผิด

(ตรงกับสิ่งที่พี่ตี๋ Sanook พูดเสมอว่า ทำแล้วเสียใจ ดีกว่าเสียใจแล้วไม่ได้ทำ)

 

ขอขอบคุณ Luke ที่หายใจและใช้ชีวิตให้ดูเป็นตัวอย่าง

นับจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราก็จะพยายามให้มากขึ้นเช่นกัน เพื่อตอบแทนความตั้งใจของ Luke ที่ใส่ลงไปในหนังสือเล่มนี้ :)

 

วันก่อนเห็นมีคนแชร์เฟซบุคแคมเปญของร้านเป็ดประจักษ์มา ในฐานะ(อดีต)นักคณิตศาสตร์คนนึง เห็นว่าเป็นแคมเปญที่น่าสนใจมาก เลยอยากเก็บไว้ (และแอบร่วมสนุกไปด้วยเรียบร้อย)

Ped Prachak

จะเห็นว่า มันคือ Tower of Hanoi

ดังนั้นจำนวนครั้งที่น้อยที่สุดที่ต้องใช้ในการย้ายตามกฎคือ (2^n)-1 ครั้ง ซึ่งสำหรับ tower 5 ชั้น คือ 31 ครั้งนั่นเอง

และนี่คือลำดับการย้ายที่ถูกต้อง

1. D ไป C
2. E ไป B
3. D ไป B
4. F ไป C
5. D ไป A
6. E ไป C
7. D ไป C
8. G ไป B
9. D ไป B
10. E ไป A
11. D ไป A
12. F ไป B
13. D ไป C
14. E ไป B
15. D ไป B
16. H ไป C
17. D ไป A
18. E ไป C
19. D ไป C
20. F ไป A
21. D ไป B
22. E ไป A
23. D ไป A
24. G ไป C
25. D ไป C
26. E ไป B
27. D ไป B
28. F ไป C
29. D ไป A
30. E ไป C
31. D ไป C

 

เห็นแล้วทำให้คิดได้ว่าคณิตศาสตร์ก็ไม่ได้ยากเกินไปที่จะทำให้คนทั่วไปรู้สึกสนุกด้วยได้ ไม่แน่หลังจากนี้อาจจะมีใครสักคนเอาทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป กฎของเมนเดล กฎอุณหพลศาสตร์ หรือการแปลงฟูเรียร์มาใช้เป็นธีมของกิจกรรมการตลาดก็ได้

เอวังด้วยประการฉะนี้ หวังเบาๆ ว่าจะได้เป็ดมากินฟรีนะ อิอิ

source: http://www.journalism.co.uk/news-features/seven-ways-the-new-york-times-is-using-social-media-for-deeper-engagement/s5/a547827/

หมายเหตุ: เป็นการสรุปจากการอ่านแล้วแปลแบบโง่ๆ

  • ให้ผู้อ่านทวีตพร้อมแปะ hashtags #asknyt เพื่อเป็นการบอกให้ NYT ตรวจสอบความถูกต้องของข่าวอีกครั้ง
  • แสดงทวีตของ NYT บนหน้าแรกเว็บ ซึ่งจะได้ผลมากเมื่อเป็นช่วงที่กำลังถ่ายทอดสด (live tweet) อะไรสักอย่างอยู่ เช่นการ debate ของผู้ชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคในการเลือกตั้งทั่วไปประธานาธิบดีสหรัฐ
  • ปรับเทมเพลตหน้าแสดงผล live blogging ให้เป็นหน้าจอที่สอง ทำให้มีความ interactive ยิ่งขึ้น
  • “Liveblog about liveblogs” : รายงานสดการใช้งาน social media จากแหล่งต่างๆ ในการรายงานสด ทำให้ NYT เป็นศูนย์รวมความสนใจได้ในที่เดียวสำหรับคนที่ไม่ต้องการเปิดดูจากหลายแหล่ง
  • ทดลองใช้ hashtag science ที่จะทำให้เพิ่มจำนวนผู้อ่านหน้าใหม่ขึ้นได้ – hashtag science คือการสรรค์คำที่สามารถอธิบายหัวเรื่องได้ครอบคลุม เชื้อเชิญให้คนอ่าน และสั้นที่สุด
  • เชื้อเชิญผู้อ่านให้ subscribe เฟซบุคของนักข่าวทุกคน
  • ใช้เฉพาะบาง feature ที่มีประโยชน์ของ Google+ เช่น Hangout แต่ไม่เสียเวลาทั้งหมดไปกับที่นี่ เพราะยังมีอนาคตไม่แน่นอน

เป็นแนวทางที่น่าสนใจและเอามาประยุกต์ได้เยอะแยะ

 

MAN ON A LEDGE (2012)

Wikipedia: https://en.wikipedia.org/wiki/Man_on_a_Ledge

Official Trailer: https://www.youtube.com/watch?v=FOBiNI-JbNM

 

เช้าตรู่วันธรรมดา ในย่าน Midtown ใจกลางมหานครนิวยอร์ค ชายหนุ่มวัยกลางคน ท่าทางสุภาพ ได้เข้าเช็กอินที่ห้องในชั้น 21 ของโรงแรม Roosevelt ในชื่อ Mr.Walker ท่าทางของเขาออกจะแปลกสักหน่อย เมื่อเขาสั่งแชมเปญมาดื่มตั้งแต่เช้า พร้อมอาหารมากมาย หลังจากอาหารเช้าสุดหรูของเขาจบลง เขาเขียนจดหมายสั้นๆ ฉบับหนึ่ง แล้วเปิดหน้าต่าง พร้อมก้าวออกไปยังขอบตึก ที่เบื้องล่างลงไป 20 ชั้นคือถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมามากที่สุดในนิวยอร์ค ดูเหมือนเขากำลังคิดที่จะฆ่าตัวตาย

เมื่อตำรวจนิวยอร์คมาถึง และถามว่าเขาต้องการอะไร นาย Walker ผู้น่าสงสัยก็เอ่ยปากขอเจรจากับ Lydia Mercer (Elizabeth Banks) เท่านั้น ซึ่ง Lydia Mercer ผู้นี้ เพิ่งจะทำพลาด ปล่อยให้คนโดดสะพานบรุคลินตาย แม้จะเจรจากันแล้วอย่างดีก็ตาม

Lydia พยายามเกลี้ยกล่อมให้เขากลับเข้าไปในตึก แต่ยิ่งคุยด้วยเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าเขามีพิรุธ และดูไม่เหมือนคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย ในที่สุดเธอก็ได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว ชายที่อยู่ริมขอบตึกผู้นี้คือ Nick Cassidy (Sam Worthington) อดีตนายตำรวจผู้ถูกจับในข้อหาขโมยเพชรมูลค่า 40 ล้านเหรียญไปจาก David Englander (Ed Harris) นักธุรกิจอัญมณี ผู้ที่กำลังจะแถลงข่าวเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ล่าสุดที่ตึกฝั่งตรงข้ามนั่นเอง ซึ่งแม้ Nick จะปฏิเสธมาตลอดว่าเขาไม่ได้ทำ แต่ศาลไม่เชื่อ และได้ตัดสินจำคุกเขา 25 ปี นั่นทำให้เขาตัดสินใจที่จะแหกคุกในวันที่ได้รับอนุญาตให้มาร่วมพิธีฝังศพของพ่อของเขา ที่ตายเพราะตรอมใจในโทษทัณฑ์ของเขา และเขามาที่นี่เพื่อพิสูจน์ว่าเขาคือผู้บริสุทธิ์ แต่การออกมายืนที่ขอบตึกจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขาได้อย่างไร?

 

ออกตัวแรงมากว่าอยากดูเรื่องนี้ ซึ่งก็ไม่รู้สึกผิดหวัง เพราะตัวบทแข็งแรงดี อาจด้วยว่าไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก

หนังเกือบทั้งเรื่องดำเนินเรื่องอยู่บนขอบตึก สลับกับเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมายืนที่ขอบตึก ตัวหนังโฟกัสไปที่ “อีเวนท์ย่อย” ของตัวหนัง ซึ่งกลายเป็น “อีเวนท์หลัก” ของบท จนทำให้ไม่รู้สึกถึงความกดดันของตัวละครในการยืนอยู่บนขอบตึกสูง 20 ชั้นเท่าที่ควร

อีกจุดที่ทำได้ยังไม่ดีคือ อารมณ์ของเจ้าหน้าที่ Mercer ที่ดูไม่เหมือนคนที่เพิ่งทำงานผิดพลาดร้ายแรงจนท้อแท้ แต่เธอดู alert และทำงานอย่างเชี่ยวชาญจนเหมือนนี่ก็เป็นแค่งานประจำของเธอ อย่างไรก็ดี การที่ให้เธอตัดสินใจที่จะ “ลอง” เชื่อ Nick นั้น ถือว่าทำได้ดี

นอกจากนี้ ประเด็นที่หนังเรื่องนี้พยายามพูดถึงคือความไม่เท่าเทียมในสังคมสหรัฐ ที่เวลาเศรษฐกิจมีปัญหา คนที่เดือดร้อนจริงๆ คือคนธรรมดาเดินดินกินปลาและมันฝรั่งทอด ไม่ใช่พวกนักธุรกิจใหญ่ที่รัฐไม่กล้าปล่อยให้ล้ม จนทำให้แอบสงสัยว่าเป็นหนังที่ทำมาสนับสนุน Occupy Wallstreet แบบอ้อมๆ หรือเปล่า (ตรงนี้คือ conspiracy: filming จบลงตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2010 แต่ studio production ยาวนานร่วม 9 เดือน เป็นไปได้ว่าอาจจะมีถ่ายเสริมหลังจากนั้น) แต่จริงๆ แล้วประเด็นนี้ก็ถูกพูดถึงแค่สองสามซีนเท่านั้น เราคงคิดมากไปเอง (ฮา)

แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกชอบมากกว่าไม่ชอบก็คือช่วง 15 นาทีสุดท้าย ที่จู่ๆ ก็กลายเป็นหนังแอคชั่นโคตรๆ และจบแบบหักมุมกันหัวทิ่มทั้งโรง (แอบเห็นคนนั่งข้างหน้าตบมือสะใจด้วยล่ะ แปลว่าคงลุ้นสุดๆ เหมือนกัน)

 

ตัดเกรด: B+ ให้เกรดตรง 15 นาทีสุดท้ายโดยเฉพาะ
(แต่จริงๆ ให้เพราะทูพีซสีชมพูนั่น!)

 

ป.ล. เพิ่งดู cast แบบละเอียด พบว่า คนที่เล่นเป็น Joey น้องชายของ Nick คือ Jamie Bell ที่รับบทเป็นตัวเอกในเรื่อง The Adventures of Tintin นี่เอง

 

ATM เออรัก..เออเร่อ (2012)

ตัวอย่างบน FilmZick.com

 

พนักงานหนุ่มแผนกเอทีเอ็มของธนาคาร JNBC กับรองหัวหน้าแผนกเอทีเอ็มสาวสาย แอบคบกันเป็นแฟนอย่างลับๆ ท่ามกลางกฎเหล็กของธนาคารว่า “ห้ามพนักงานเป็นแฟนกัน” ที่มีโทษถึงไล่ออกหากจับได้ ความกดดันที่ถาโถมใส่ฝ่ายหญิง จิ๊บ ที่มีหน้าที่จับผิดคู่รักคู่อื่น ทำให้เธอเอ่ยปากขอเลิก แต่ เสือ ฝ่ายชาย กลับขอเธอแต่งงาน พร้อมพาไปเลือกแคมเปญงานวิวาห์ของทั้งสองคนแบบสายฟ้าแลบ

อย่างไรก็ดี พอถึงเวลาที่จะต้องเลือกให้ใครคนหนึ่งออก ต่างฝ่ายกลับต่างบอกว่า อีกคนนั่นแหละที่ต้องออก ด้วยความไม่ยอมกัน จึงเกิดเป็นความตึงเครียดของคู่รัก และเหมือนฟ้าบันดาลทางออกให้ ตู้เอทีเอ็มเจ้ากรรมที่ JNBC เพิ่งไปติดตั้งที่ชลบุรีดันเกิดเออเร่อ จ่ายเงินเกินไป 130,000 จิ๊บจึงเสนอทางเลือกให้เสือไปตามเงินคืน ถ้าเสือทำได้ เธอจะยอมลาออก เสือก็รับคำท้า พร้อมบอกว่าถ้าเขาทำไม่ได้ เขาก็ยินดีลาออกเช่นกัน

เรื่องราวมันไม่ง่ายอย่างที่เสือคิด ภารกิจทวงเงินคืนของเสือและจิ๊บช่างยุ่งยากและอลหม่านตามสไตล์ภาพยนตร์ไทย เรื่องราวต่างๆ จะลงเอยอย่างไร…

 

ก่อนที่จะบ่น เราอาจต้องจำแนกวัตถุประสงค์ของการดูหนังเรื่องนี้ก่อน

ถ้าเข้าไปดูเพราะอยากหัวเราะ อยากผ่อนคลาย เรื่องนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้ดี แม้จะไม่ใช่หนังที่ตลกที่สุด (และห่างไกลจากมันมาก)

แต่ถ้าจะเข้าไปดูเอาเนื้อเรื่องด้วย ก็คงต้องบอกว่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ส่วนผสมในหนังเรื่องนี้ถือว่าน่าสนใจทีเดียว นางเอกใหม่ พระเอกร้อยล้าน สมทบระดับบร๊ะเจ้าโจ๊ก ฯลฯ แต่น่าเสียดายที่ขอบเขตของหนังมันกว้างเกินไป ทำให้ส่วนผสมเหล่านั้นไม่กลมกล่อม ขาดๆ เกินๆ ไม่มีจุดโฟกัสอย่างที่มันควรจะเป็น

สรุป เป็นหนังที่ ได้ดูก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ดูก็ไม่เสียหาย

ป.ล. ไม่ชอบท่าเห่ยๆ นั่น ดูแล้วอึดอัดฉิบหาย

 

ตัดเกรด: คงให้ได้แค่ C+ เพราะบร๊ะเจ้าไม่เด่นเลย แต่แถมประจุให้เพราะน้องไอซ์น่ารัก